Kyoto Diary : Sense of Place
posted on 22 Jun 2009 18:46 by chubee in Diary20090622 : GMT+7 // Mostly Cloudy, 31oC
มาแล้ววววววววว
กับพาร์ทจบของเกียวได (เกียวโตไดอารี่ แหะๆ)
อยากจะตั้งชื่อพาร์ทว่า.. Set me free~~~~~~~~ .. เพราะในที่สุดมันก็เสร็จซะที เที่ยวผ่านมาจะสองเดือนเพิ่งจะอัพเสร็จ T^T แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไงก็ควรจะเข็นให้จบเนอะ ..ใกล้จะไปอีกรอบแล้ว (หรอ?? - -" เอาเป็นว่ารอผลวีซ่าพรุ่งนี้ให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาคุยกันต่อน่าจะดีกว่า)
ก่อนเข้าเกียวได ขอเข้าโหมดชู่ว์ไดก่อนน่าจะดี (เอาไปเขียนทีหลังอาจมีอาการโหลดไม่ขึ้นได้..แปลว่ามันจะยาวอีกแล้ว ขอเตือน โฮะ~)
กลับมาไทย..ตอนนี้ก็วุ่นวายกับการสะสางธุระมากกว่าการพบเจอผู้คน ซึ่งก็เหนื่อยดี..แถมมรึนอีกตะหาก วิ่งวุ่นไปทั่วเมือง แต่ก็ยังว่างไปดูหนังมาสองเรื่อง อิอิ เรื่องแรก.. 17 Again
ไม่น่าเชื่อหมีพี่จะกลับมา 17 อีกครั้งจริงๆด้วย พักนี้หน้าใส >///<~~
ติดดราม่าเรื่องไหน.. ดูตลอดเวลา
เรื่องนี้ไปดูกะหลานมา ..พระเอก(ในตอนสิบเจ็ดขวบ) หล่อมากกกกก โฮกกกกกกกกกกก เห็นหน้าคุณน้องแซคตามซีรี่ย์โน้นนี้มาแต่เด็กแต่เล็ก ไม่น่าเชื่อว่าจะโตมาแล้วหล่อมีเสน่ห์ได้อย่างนี้ เคลิ้มไปเลย
จริงๆเป็นคนชอบดูหนังประเภทนี้.. ประเภทที่ว่าคือ.. ถ้าเราย้อนเวลาได้.. หรือถ้าวันนั้นเราเลือกไปในทางนี้..ถ้าตอนนั้นเราทำแบบนี้ ชีวิตเราจะเป็นในทางไหน หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า (กำลังจะสปอยล์ ถ้าใครไม่อยากโดนก็ให้ข้ามไปย่อหน้าถัดไปนะ) ถ้าเราได้มีโอกาสเลือกอีกครั้งชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางไหน แต่มันก็น่าสนใจตรงที่ว่าถ้าเราได้มีโอกาสเลือกอีกครั้ง.. เราอาจจะเลือกแบบเดิมก็ได้นี่ สิ่งที่เราเลือกอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นตัวเราที่สุดแล้ว (ถึงมันจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดก็ตาม)
ในประเภทนี้ในดวงใจคงไม่พ้น The Butterfly effect // Sliding doors
ชอบจริงๆนะ คาดว่าช่วงนั้น สมัยที่เพิ่งได้มีโอกาสได้ดูหนังทั้งสองเรื่อง ตอนที่ดูคงมีปมในใจที่อยากกลับไปแก้ ..แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรที่อยากกลับไปแก้แล้วแหละ (แต่ก็ยังชอบหนังประเภทนี้อยู่ดี)
พูดถึง 17 อีกครั้งรูปแรกนิด >///< คาดว่าหลายๆคนคงจะได้ยินกันแล้วเนอะ ว่าหมีเราเค้าจะได้ไปเป็นนายแบบ (กรี๊ดดดดดดดด อ๊ากกกกเก็บอาการไม่อยู่ฟระค่าาาา) ให้ Evisu (ช่วง ’09 F/W เลยเถิดต่อไปถึง '10 S/S เลยได้มั้ย ><~~) ถึงข่าวจะไม่ใหม่แล้ว แต่เป็นเรื่องที่ชวนให้ตื่นเต้นมาก เพราะงั้นต้องเอามาเขียนไว้
อย่างแรกต้องยินดีกับน้อง ><~~ หุ่นต้องตาต้องใจงื้อออออ กลายเป็นนายแบบกางเกงยีนส์ไปแล้วน้องพี่ เป็นอีกงานที่น่ารอดูจริงๆ อย่างที่สองที่กรี๊ดคือ.. Evisu นี่..รูปนายแบบที่ร้านแปะได้ใหญ่มาก โฮกกกกกกกกกกกกก ใหญ่กว่าตัวจริงมากๆ เป็นรูปเต็มตัวบานคับร้าน(ตอนซีวอนเผลอแอบดูบ่อยๆ 55) แค่คิดว่าเป็นรูปหมี..แล้วต้องเดินผ่านนี่ก็ย่ำแย่แล้วอ่ะ แต่ที่สำคัญกว่าคือ นายแบบสองคนล่าสุด.. ลุคที่ถ่ายนี่ไม่ไหวค่า
เอามาให้ดูกัน
’08 S/S ชเว ซีวอน ณ เอสเจ
’08 F/W~’09 S/S รยูซึงบอม
’09 F/W ยูโนว์ ยุนโฮ ณ ทงบังนั้น.. ?????
..
เอาเป็นว่าออกมาลุคไหนค่อยมาลุ้นอีกทีแล้วกัน ^^
กลับเข้าเรื่องหนังกัน เรื่องต่อมา..ก็อยากจะเรคคอมเมนด์ให้ไปดูกัน..Departures
ดูไปน้ำตาไหลพราก (ไม่ได้สะอึกสะอื้นแต่อย่างใด ไหลพรากๆๆๆเลยทีเดียว) หนังไม่ได้บีบให้ไหล แต่อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวเกี่ยวกับความตายมันไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันเป็นความรู้สึกที่คนทุกคนน่าจะสัมผัสได้ และวิธีเล่าก็ทำให้เข้าใจพระเอก ไหนจะภาพของแต่ล่ะครอบครัวอีก ทำให้เข้าถึงและน้ำตามันไหลออกมาเอง ปมที่มีในเรื่องก็สั่นคลอนจิตใจ(ดวงน้อยๆของชู่ว์ ^^") มากๆ เป็นหนังที่แม้จะจบแล้วแต่ตอนเครดิตขึ้นก็ยังไม่มีใครลุกออกจากโรง จนเครดิตขึ้นหมดไฟสว่างโล่นั่นแหละ ถึงจะออกกัน (อยากรู้ว่าทำไมลองไปดูนะ อิอิ ฉายที่โรงหนังสยาม ลิโด้ สกาล่า)
ส่วนอีกเรื่องเพิ่งได้ดู(บนเครื่อง) Love of Siam ช้าอีกแล้ว..แต่ชอบอ่ะ ตอนนี้ฟังเพลงกันและกันแบบรีพีทวัน ชอบบบมากกกกกกกกก เคยฟังนะ (ก่อนดูหนัง) พอดูหนังแล้วกลับมาฟังอีกทีนี้ม้านนนนน >///<~ โดนอิท่าไหนไม่รู้ แต่ฟังแล้วรู้สึกน้ำตาปริ่มๆ เหมือนมีลมพัด.. (เป็นคนเว่อ..อ่านแล้วต้องอดทนนะ แหะๆ)
พอๆ จบเรื่องหนังได้แล้ว ^^"
วันเสาร์(ที่ยี่สิบ) มีนัดรับแท่งไฟ.. ได้เจอหลายๆคนก็สนุกดีนะ ขอบคุณที่ไม่ทำหน้าตกใจกันตอนเจอ เง้อออ (ส่วนวันอาทิตย์ไม่ได้ไปแฮะ อู้) วันก่อนหน้านั้นก็ไปนั่งแพ็คแท่งกัน บรรยากาศดี ^^
ได้แท่งกันไปแล้วก็อย่าลืมเอาไปใช้ในคอนให้หนุกหนานนะฮับ
จริงๆแท่งรุ่นนี้เหมือนจะแข็งแรงกว่ารุ่นก่อน แต่ว่าชู่ว์และชาวคณะ
(เป็นตลกไปแล้ว - -) ขอเสนอวิธีการใช้แบบใหม่
คือ..ทุกคนจะได้เป็นแพคถุงเรียบร้อย
ให้เปิดซองพลาสติกเอาแผ่นกระดาษหน้าน้องออก
สอดแท่งเข้าไปในถุงพลาสติกอีกครั้ง
เปิดแท่งไฟ..กำปากถุงเล็กน้อยเพื่อให้มันปิด
ทีนี้จะโบกท่าไหนสบัดแรงยังไง..แท่งไฟก็จะอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนคอนจบ ^^" (แหม..จริงๆไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ^^)
และที่ขาดไม่ได้ ฝากโปรเจคด้วยนะฮับ รายละเอียดจิ้มรูปได้เลย
หลังจากประกาศโปรเจคออกไปก็มีฟีดแบคกลับมา ..ส่วนมากก็กลับมาแบบอบอุ่นน้ำตาไหลอย่างที่แอบซึ้งไปในเอนทรี่ย์ก่อน แต่ขึ้นชื่อว่าฟีดแบค..จะมีด้านเดียวคงไม่ได้..ด้านลบๆหรือคนที่ไม่อยากร่วมโปรเจคก็มี ซึ่งทางบอร์ดก็ทำได้แค่ขอความร่วมมือ จะไปบังคับอะไรใครคงไม่ได้
อย่างที่บอกคือทำได้แค่ขอความร่วมมือ
และยังไงก็ยังอยากจะขอความร่วมมือที่ว่านั่น
ฝากโปรเจคด้วยนะฮับ m(_ _)m
อีดิทเพิ่มรูป
..ตอนนี้กำลังแพ็คแท่งกันอย่างขยันขันแข็ง..แท่งเดินทางมาถึงไทยแล้วววว
ส่วนโปรเจคส่วนตัว จะมาประกาศอีกทีนะ ไม่รู้จะตัดสินยังไง พระเจ้าาาา ยากเกิ๊นนนน
แต่ขออย่างนึงแล้วกัน รบกวนคนที่ส่งเมลมาร่วมโปรเจคส่วนตัวของบี ให้ส่งเบอร์โทรกลับมาด้วยนะ (เดี๋ยวอัพเอนทรี่ย์นี้เสร็จบีจะเมลไป รีพลายมาก็ได้) คืออย่างน้อยว่าจะมีของขวัญให้ทุกคนที่เล่นโปรเจค ของแทนน้ำใจเล็กๆน้อยๆไม่ได้มีมูลค่าใดๆ (เนื่องจากหยิบมาฟรี กร๊ากกก) เอาเป็นว่าอยากให้อ่ะอยากให้ อย่าลืมเมลกันมาแจ้งน้า~ >///<
โฮ่ยยยยยยยยย
ไม่ต้องอัพเกียวไดแล้วมั้งนี่ แค่นี้ก็ยาวสุดๆแล้วอ่ะ เกรงใจจัง >///<
ทนๆโหลดกันหน่อยแล้วกันนะ อยากปลดปล่อยให้เสร็จๆ (กร๊ากกก ภาษารึนั่น)
ย้อนความกันได้ที่เอนทรี่ย์นี้ จิ้มๆ
20090502 : Chu bee in Kyoto - Day 2
(แว้บไปอ่านเดย์วันก่อน..จำไม่ได้ 555)
เมื่อคืนก่อนนอนมีวางแผนคร่าวๆว่าจะไปเก็บอีกฝั่งนึง ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเกียวโต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น วันนี้จะต่างจากวันก่อนตรงบีจะเที่ยวในเมืองก่อนแล้วค่อยๆนั่งรถออกไป (เมื่อวานเริ่มจากไกลก่อนค่อยเข้าเมือง)
เราจะเริ่มแถว Central Kyoto กันก่อน ที่ที่จะไปคือ Honganji Temples ฮับ โดยจะแบ่งเป็น Nishi Honganji (ทิศตะวันตก) กับ Higashi Honganji (ทิศตะวันออก) จากแผนที่บีคิดเอาเองมั่วๆว่า..เราเริ่มจากนิชิกันก่อนน่าจะดี เลยนั่งรถเมล์ไปลงป้ายแถวนั้นฮับ
พอลงป้ายปุ๊บ..เห็นวัด Toji อยู่ไม่ไกลมาก อีกหนึ่งไฮไลท์ของเกียวโตเหมือนกัน ..แต่ขอข้ามไปก่อน ตอนนี้ชู่ว์จะไป Nishi Honganji แต่ก็หลงๆทิศอ่ะนะ เลยถามลุงแถวนั้นว่าจะไป Nishi Honganji นี่ต้องเดินทางไหน ลุงก็จิ้มๆบอกทาง.. พอบีเทียบกับแผนที่ดู.. ฮุ้ยยยย แผนที่ละเอียดดีจริงๆ คือป้ายรถที่ลงเนี่ยมันเลยสี่แยกนี้มานิดนึง แล้วบีต้องเลี้ยวๆตรงนี้ ตามแผนที่เด๊ะ (แต่ว่ามันเลยสี่แยกมานิดเดียวจริงๆไง ตอนแรกเลยมองไม่เห็นว่าเราต้องเดินกลับไปสี่แยกก่อนแล้วเลี้ยวตามแผนที่ อย่างนี้ๆๆ)
เดินมาเจออย่างนี้
ตอนนั้นก็สงสัยว่าใช่รึเปล่าหว่า
เห็นรูปบนมั้ย คือทั้งวัดมีแค่บีกับลุง (ไม่นับพระและเจ้าหน้าที่)
บีว่านี่ต้องไม่ใช่ Nishi Honganji แล้วแหละ เพราะเค้าเปิดตั้งแต่ก่อนหกโมง (เป็นสาเหตุให้บีเลือกมา เพราะว่าบีจะได้เริ่มวันได้เร็ว) นี่มันจะแปดโมงแล้ว ไหงไม่มีคน
แต่ถึงไม่ใช่..บีว่าก็สวยดีนะ เลยเดินเล่นอยู่อีกแป๊บ
มีเสียงพระสวดดังมาจากในนี้ด้วย
เพราะไม่มีคน เลยรู้สึกสงบมาก แล้วเกิดอาการอยากลวนลามเอ๊ยย สัมผัสซะหน่อย ชอบไปลูบๆแฮะ ไม่รู้สิ มัน..ทำให้รู้สึกอะไรบางอย่าง (จริงๆเมื่อวานที่Nanzenji ลูบจนได้เรื่อง ยางไม้เปื้อนทั้งมือทั้งกล้อง เวรกรรม)
ได้เวลาไปตามหา Nishi Honganji กันต่อแล้ว!
อ๊ะ..เห็นดาวคาสสิโอเปีย >///<
ทำเสียงเหมือนจะหาอย่างมุ่งมั่น.. แต่ก็แค่เดินออกมาแล้วเดินต่อไปแค่นั้นเอง ^^"
ไหนลองเลี้ยวประตูนี้ซิ
เจอแล้วววว อันนี้ของจริง ^^ Nishi Honganji
ตอนนี้ก็มีการซ่อมแซมอยู่ แต่ก็นิดหน่อยฮับ (จริงๆซ่อมมาได้พักนึงแล้ว นี่เป็นเวอร์ชั่นซ่อมใกล้เสร็จ)
Nishi Honganji สร้างขึ้นในปี 1591 เป็นหนึ่งใน UNESCO world heritage เช่นกันฮับ
เห็นเกียวโตทาวเวอร์ด้วย
ข้างในส่วนที่เป็นคล้ายๆโบสถ์ ขอบอกว่า..
ตอนเดินเข้าไปใจมันแบบ.. บรื้ดส์ เลยอ่ะ
คือด้านนอกเนี่ย ไม่ได้รู้สึกต่างกับอันเมื่อกี้ที่ไปหลงมาเท่าไหร่ แต่อันนั้นเข้าไปข้างในไม่ได้ (ตรงที่บอกว่าได้ยินเสียงสวด) แต่อันนี้เข้าไปได้ แล้วด้วยว่าซ่อมแซมบูรณะใกล้เสร็จแล้ว สภาพด้านในเลยดูสมบูรณ์มาก ทองอร่ามงามหมดจดจนขนลุกซู่ T^T มองซ้ายก็งาม มองขวาก็งาม เงยหน้าไปมองเพดานยังงาม และแน่นอนว่า ไม่ให้ถ่ายรูปค่า ^^
เลยไปนั่งสงบจิตสงบใจ ร่วมกับพี่น้องชาวญี่ปุ่นที่นั่งเรียบร้อยกันอยู่แล้วอีกพักนึงเลย
วิธีตามหาตามสไตล์ก็ (เอ๊ะ เหมือนเคยเล่าไปแล้วมั้ย ถ้าเล่าแล้วก็รีรันแล้วกันนะ)
"Sumimasen (すみません)" จิ้มๆตรงที่จะไปบวกทำหน้ายิ้มๆ 55
จริงๆ
ดูแผนที่ก็พอได้แหละ แต่อยากได้ความมั่นใจ
แถมเราจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนญี่ปุ่นด้วยนะ โฮะ~ ( อันหลังนี่แถแล้ว 555)
คุณลุงยามก็ถามบีว่า..พูดญี่ปุ่นเป็นเปล่านี่ บีก็ว่าไม่เป็นค่ะ
(แต่ฟังที่ลุงถามรู้เรื่องเว้ยเฮ้ยยย) ลุงเลยชี้ทิศให้บีดู อันนี้ South
West North และ East Higashi = East
เพราะงั้น..หนูก็ต้องเดินไปทางนี้นะ
"Arigatou gozaimasu (ありがとうございます)"
สองประโยคเที่ยวทั่วเกียวโต ^^" (ว่าแต่ซับญี่ปุ่นที่ทำไว้นั่นมันถูกมั้ยนี่ อ่านก็ไม่ออก T^T)
เดินไปทางนี้ฮับ ระหว่างเดินก็แบบ.. สิบนาทีได้มั้ง ไม่ถึงซะที เดินไปก็เห็นวิวแปลกๆวิวนึง บีเดินเข้าใกล้มันเข้าไปทุกที โรงงานอะไรฟระมาผุดกลางเมืองอย่างเกียวโต
ถึงแล้ววว Higashi Honganji
และโรงงานที่ว่า ป๊าดดดด จริงๆไม่ใช่โรงงาน..
แต่เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
กำลังถูกบูรณะซ่อมแซมอยู่ฮับ ครอบกันไว้เลยทีเดียว
นี่เป็นรายละเอียดของการซ่อมแซม ท่าทางจริงจังและตั้งใจมาก เห็นแล้ว..รู้สึกดีนะ ที่เค้าให้ความสำคัญกันขนาดนี้
แต่เราก็ยังเยี่ยมชมได้นะ ..อันนี้คาดว่าทำเสร็จแล้วน่าจะทองอร่ามงามงดเหมือนฝั่งตะวันตกเค้า ฝั่งตะวันออกนี่ถูกสร้างหลังจากสร้างฝั่งตะวันตกได้สิบเอ็ดปี
กำลังนึกสงสัยเลยว่า ใหญ่โตขนาดนี้ ขนไม้มาทำกันได้ยังไง ก็มีคำเฉลย นี่เป็นสเลดจ์จะเรียกว่าเลื่อนก็ได้มั้ง.. เอาไว้ใช้ลำเลียงไม้นะฮับ แต่ล่ะท่อนก็ใหญ่มากกกก ดูจากแผ่นกระดานและเสานี่.. ใหญ่จริงๆ
ไปยืนจ้องเชือกที่ทำจากเส้นผมของคนที่ร่วมกันเดินทางขน ไม้มาเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างที่ทำจากไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้จนสำเร็จ.. น้ำตารื้นเล็กน้อย
The Largest Wooden Structure in the World
ก็ไปนั่งจ่อมจมบิ้วท์อารมณ์กับอะไรก็ไม่รู้อยู่พักใหญ่ (ตามสไตล์)
ลูบไปหลายต้น กร๊ากกกก
ถ้าไม่เห็นนี่.. คงลืมไปว่ากำลังซ่อมแซมอยู่
แน่นอนว่าที่นี่ก็เหมือนที่อื่นๆในเกียวโตคือต้องถอดรองเท้าใส่ถุงแล้วหิ้วไปมา (และบีก็ยังเท้าเปลือยเปล่าถุงเท้าไม่ใส่ โฮะ~)
ใกล้จะได้เดินทางกันต่อแล้ว
น่าจะเป็นคำสอนหรืออะไรประมาณนั้นมั้ง แต่ล่ะอันก็เขียนไว้ต่างกัน
เราจะยังอยู่แถว Central Kyoto กันต่อไป ..แต่ขอกลับไปเกียวโตสเตชั่นก่อนฮับ
อีกรูปแล้วกันกับเกียวโตทาวเวอร์
หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็ตะลุยข้างในกันเลยยยย
จริงๆก่อนหน้านี้จะเจอบ้านพักซามูไรก่อน.. คนเยอะเลยเดินเลี่ยงมานี่เลยซะงั้น 555
ข้างในไม่ให้ถ่ายรูปนะคะ ^^"
คร่าวๆ... นิโจโจสร้างเสร็จในปี 1603 เมื่อก่อนมีห้าชั้น แต่ว่าโดนเผาไปเผามาก็เหลือแค่ชั้นเดียว (เผากันจริง) โซนที่บีเข้าไปเมื่อกี้คือ Ninomaru ที่มีชื่อเสียงคงไม่พ้นระเบียงไนติงเกล (มั้ย) คือคล้ายๆกับอันที่บีไปมาเมื่อวานแหละ เวลาเดินบนระเบียงจะมีเสียงคล้ายนกไนติงเกล (มันดังเอี๊ยดอ๊าดแบบเพราะๆใสๆหน่อย) เป็นระบบป้องกันภัยอย่างนึง เค้าว่ากันว่า ไม่ว่าจะย่องหรือเดินเบายังไงก็จะมีเสียง เวลามีนินจาซามูไรหรือใครปองร้ายเราจะได้รู้ตัว บีไม่มีโอกาสได้พิสูจน์นะ เพราะขณะที่บีย่อง ทุกคนก็กำลังเดิน ..เอิ่ม เลยไม่รู้เลยอ่ะ ว่าย่องแล้วจะไม่มีเสียงจริงมั้ย (แต่อันเมื่อวานตอนย่องเบาๆก็ไม่มีเสียงไนติงเกลนะ อาจจะเพราะเก่าแล้ว)
ด้านในก็จะมี Sliding doors แหะๆ.. โดยแต่ล่ะอัน(รวมทั้งผนังด้วยรึเปล่าน้า จำไม่ค่อยได้แล้ว) จะมีแบคกราวน์เป็นสีทอง แล้วก็มีรูปวาดต่างๆเป็นตีมต่างกันไป บางห้องเป็นซากุระทั้งห้อง บางห้องเป็นเสือ เป็นนก เป็นอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้วรู้แต่เยอะมาก กร๊ากกก แต่ก็สวยงามฮับ ช่างดูไฮโซจริงๆ (ซึ่งก็เคยอ่านมาเค้าบอกว่า ความทองของการตกแต่งบ่งบอกได้ถึงความรุ่งเรืองทางการเงินในสมัยนั้น) นอกจากนี้บางห้องเค้ามีหุ่นมาจำลองด้วยนะ ว่าสมัยก่อนเวลาเข้าเฝ้าเนี่ย นั่งกันยังไง หรืออีกนัยนึงก็คือห้องต่างๆใช้งานกันแบบไหน ก็ดีนะ เห็นภาพดี
สวนด้านนอก
ฟ้าไม่มีเมฆได้อีก ตอนนั้นจะสิบเอ็ดโมงแล้วมั้ง เริ่มร้อนได้ที่ เหงื่อเริ่มมา แรงเริ่มไป
เดินดูโน่นนี่อีกนานเหมือนกัน
คนเกาหลีเยอะมักกก
ส่วนนี่เป็น Honmaru หรือ Main Castle
นี่แหละที่ว่าเคยมีห้าชั้น แต่ถูกเผาในศตวรรษที่ 18
กว่าจะเดินทั่วนิโจก็แทบหมดแรง แดดร้อนมากกกกกกกกกกกกก
ก่อนออกมาเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์อีกนิดหน่อย
ค่าเข้าร้อยหรือสองร้อยเยนนี่แหละ บีว่าใครไปนิโจโจแล้วก็น่าแวะเข้าไปนะ
(มันไม่แพงด้วยแหละ) ข้างในจะมีสไลด์ดิ้งดอร์ให้เห็นในระยะประชิด
(แต่ก็ผ่านกระจกอีกที)
จะได้เห็นความงามของพื้นสีทองบวกลวดลายบนนั้นกันอย่างชัดๆ
มีประวัติศาสตร์ไล่เรียงให้ดูด้วย ว่าญี่ปุ่นมีตั้งแต่สมัยไหนๆๆ
และที่เรากำลังดูเนี่ยอยู่ตรงไหน มีพวกเศษหม้อเศษจาน (กร๊ากกก)
เค้าเรียกว่าอะไรล่ะ พวก..เครื่องชามที่ขุดค้นพบ ..น่าสนใจไม่น้อยเลย
ตอนนั้นบีนี่อยากไปนาราต่อแล้ว นาราเป็นสมัยก่อน Heian
ที่เรากำลังได้เยี่ยมชมเยือนยลอยู่ในตอนนี้ โฮกกกกกกกกก
จบจากตรงนี้ บีนั่งจากหน้านิโจโจไปลงหน้าวัด Kinkakuji ใช้ เวลาประมาณสี่สิบนาที (นะ..เริ่มจางแล้วความทรงจำ 555) อันนี้คนล่ะอันกับที่เห็นเมื่อวานนะ (อันเมื่อวานเห็นที่พระราชวัง เป็นเขาทางฝั่งตะวันออก ส่วนมีไว้ทำไรไม่รู้เหมือนกัน เหมือนบางช่วงเค้าจะมีตกแต่งด้วย)
ไม่เข้าวัดเช่นเคย เดี๋ยวรอคุณพี่มาสมทบก่อน บีจะเดินจากตรงจุดนี้ไปวัด Ryoanji Temple หรือ หลงอันซื่อ (ยังไม่เลิกอ่านเป็นภาษาจีน 555)
ซึ่งขอบอกว่า..
อิชู่ว์ไม่น่าบ้าพลังขนาดนั้นเลยค่า เง้อ~
คือตอนนั้นเนี่ย..จะเที่ยงแล้วมั้ง จากที่บ่นร้อนตรงนิโจโจ มันร้อนขึ้นได้อีก แล้วเดินก็ไม่ได้ใกล้มากนะ ..เกือบยี่สิบนาทีได้มั้ง โอ๊ยยจำไม่ได้แล้วอ่ะ รู้แต่ว่า..มันรู้สึกนานมาก พยายามเอนจอยกับสิ่งรอบตัว..ซึ่งก็ทำได้เป็นบางช่วงนะ (ช่วงที่มีร่มเงาให้ได้อาศัยอ่ะ T^T) มีร้านรวงให้ชวนไปนั่งกินมื้อเที่ยงมาก ตรงไหนที่ร่มหน่อยบรรยากาศก็จะดูเขียวดี เดินผ่านมิวเซี่ยมไรก็ไม่รู้ลืมถ่ายรูปมา (น่าเข้าเหมือนกัน) เดินๆๆ เดินๆๆๆ อ๊ากกกกกก อยากนั่งรถเมล์ (ซึ่งรถเมล์ประมาณสองสามป้าย) แต่อารมณ์..ไหนๆก็เดินมาขนาดนี้แล้ว ต้องเอาให้รอด
เส้นทางอันยาวไกล สวยงามเป็นพักๆ อ่อ..ตั้งแต่ถึงญี่ปุ่น วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ยินภาษาไทยจากคนไทย
ในที่สุดก็ถึงซะที T^T
บริเวณทั้งหมดของวัด 120 เอเค่อค่ะ
สระนี้เค้าดังเรื่อง Mandarin Duck (กระเป๋ายี่ห้อนี่ก็อยากได้ซักใบเหมือนกันนะ เอ่อไม่เกี่ยว - -")
อ่านประวัติกันซะหน่อย
จะเข้าไปดูสวนหินที่ดังที่สุดอีกที่นึงแล้ว
ดูแบบจำลองไปก่อน เป็นสวนหินแบบเซนที่เรียกว่า "คาเระซันซุย"
เพราะคนเยอะเอาเรื่องอยู่
กว่าจะได้มานั่งหย่อนเท้าดูใกล้ๆอย่างนี้ รอหลายนาทีเหมือนกัน เพราะแต่ล่ะคนนั่งแช่กันแบบไม่มีกำหนดเวลา ..บีก็แช่อยู่พักนึงนะ แต่..ชู่ว์ก็ยังเข้าไม่ถึงเซน ความเวิ้งว้างแห้งแล้งไร้ที่สิ้นสุดของหิน 15 ก้อน นั่นคืออะไร กร๊ากกกก เอาเป็นว่า.. อืม..อืม..อืม.. โอเคเค้าไปแล้วนะ
ว่าแล้วย้อนกลับมาดูของจำลองอีกที อืม..เซน..
ออกจากโซนสวนหินชื่อดัง ชู่ว์ก็เดินดูสวนรอบๆแถวนั้นฮับ ยังไม่อยากรีบไปมาก อยากอยู่กับร่มเงาไม้นานๆ แดดมันร้อน T^T
น้ำบ่อเดิม แต่อีกมุมนึง
สู้แดดอย่างนั้นไม่ร้อนรึเต่า
กระดองท่าทางแห้งเชียว
Mandarin Ducks
ว่าแล้วก็..ไปกันต่อฮับ งานนี้ยังเดิน อย่างที่บอก.. ดื้อกะเค้าเหมือนกัน ไหนๆเดินแล้วมันต้องเดินให้รอด โฮกกกกกกกกกกกก
แดดจ๋า.. เปรี้ยงได้อีก T^T
กว่าจะเดินมาถึง Ninnaji Temple อุปกรณ์ที่พกมาถูกงัดมาใช้หมดเลยฮับ
อุปกรณ์ที่ว่าก็คือ แว่นกันแดด(น้องจี) ร่ม สเปรย์กันแดด น้ำอีกขวด(ที่แวะซื้อระหว่างทาง)
ก๊อดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แดดแรงเว่อ ฮึกๆๆๆๆ
แต่ชู่ว์จะสู้ต่อไป (ถึงแรงจะไม่ค่อยเหลือเพราะโดนแดดกิน T^T)
จริงๆมีตั๋วสองประเภท.. แบบที่รวมการเข้าชม..ส่วนอะไรซักส่วนนึงด้วย แต่ดูแล้ว แค่โซนวัดชู่ว์ก็ไม่น่าเหลือแรง เอาแค่แบบเข้าวัดอย่างเดียวก็พอ
นี่สีซีดอย่างนี้เพราะโดนแดดเลียใช่มั้ย T^T (อารมณ์พวกเดียวกัน เข้าใจกัน)
ถ้าช่วงซากุระ กว่าจะมองเห็นนี่ต้องผ่านแนวดอกซากุระสีชมพูด้วยนะ (ดูจากรูปที่เคยเห็น)
ดูไปอ่านไป
มีอะไรให้ดูเยอะจริงๆ
ยังอยู่ใน Ninnaji Temple
นี่ก็โซน Ninnaji Temple
ยังเป็นโซน Ninnaji Temple
อีกมุม
กว่าจะเดินรอบ แทบคลานออกมา
Ninnaji Temple ก็เป็น World Heritage เช่นกันฮับ (ที่เกียวโตนี่เจอคำนี้บ่อยจนแทบหายตื่นเต้นไปแล้ว)
อันนี้ตอนเข้าไปลืมถ่าย (มัวแต่ดีใจว่าเดินถึงซะที) ประตูใหญ่ด้านหน้าฮับ
พอออกมา..อิชู่ว์ก็....เริ่มหลงอีกครั้ง กร๊ากกกกก
นั่งรถผิดฝั่ง ลงแทบไม่ทัน (เลยแวะซื้อกาแฟเย็นๆเสริมพลังซะหน่อย)
ป้ายต่อไป Myoshinji ฮับ
จริงๆแถวนี้เหมือนจะไม่มีอะไรโดดเด่นมาก แต่ไปอ่านอะไรเจอมาก็ไม่รู้ เห็นใกล้ๆกันกับ Ninnaji Temple ด้วย เลยแว้บไปหน่อยน่าจะดี
พอลงจากป้ายรถเมล์ ...กว่าจะเดินไปถึงตรง Myoshinji เหมือนจะต้องผ่านอะไรมากมาย..มั้ย
เลยลองแวะหนึ่งที่ ชื่อโท.. โทอะไรซักอย่างจำไม่ได้ ค่าเข้าตั้งแปดร้อยเยนแหนะ (จัดว่าแพงมากกกกในความรู้สึก เพราะส่วนใหญ่ค่าเข้าเฉลี่ยประมาณที่ห้าร้อยเยนนะ) เริ่มอยากรู้ว่าทำไมแพง เลยเสียตังค์ให้หายสงสัย
เข้าไปก็ห้ามถ่ายรูปเช่นเคยนะฮับ ด้านในมีประตูเลื่อน(คล้ายๆกับที่นิโจโจที่ห้ามถ่ายเหมือนกัน) โชว์อยู่ แต่ว่ามันสมบูรณ์แบบมากจนแบบ.. นี่ของจริงป๊ะเนี่ย มันทองอร่ามมาก ลวดลายภาพวาดบนนั้นก็ดูสวยสดใส (ยิ่งกว่าที่ดูในพิพิธภัณฑ์ตรงนิโจโจ) จะหาอะไรมาอ่านให้เข้าใจซะหน่อยว่ามันคือ ก็ดันต้องซื้อ (สามร้อยหรือห้าร้อยเยนนี่แหละ) เริ่มงกแล้ววินาทีนั้นควักเงินไม่ออก เอาเป็นว่า..สวยดีนะ จบ - -"
ระหว่างทางมีเจอแม่บ้าน คณะทัวร์บวกคนทั่วไปเรื่อยๆ
กว่าจะเข้าโซนที่ตั้งใจมาก็เริ่มเจ็บเท้า T^T
เนื่องว่าเดินมาจากด้านหลัง..มันเลยรู้สึกงงๆ
ชู่ว์เลยเดินออกนอกประตูไปแล้วย้อนกลับเข้ามาใหม่
แต่ก่อนเข้าก็หันซ้ายหันขวาเล็กน้อย
สุดท้ายก็นั่งรถกลับเข้าเกียวโตสเตชั่นแบบ.. หมดแรงจริงๆนะฮับ T^T
ดูจากนาฬิกา น่าจะเที่ยวได้อีกที่เดียว ยืนคิดอยู่ว่าจะไปไหนดี ตอนแรกจะไปวัดโทจิ (ที่บอกว่าเมื่อเช้าตอนลงจากรถมองเห็น) แต่ตัดสินใจไปอีกที่นึง ที่นั่นก็คือ..
Sanjusangendo
ห่างจากเกียวโตสเตชั่นนิดเดียวเอง สองป้ายรถเมล์ได้มั้ง

ตัววิหารมีความยาวกว่าหกสิบเมตร ใช้เสารองรับกว่าสามสิบสามต้น
เมื่อเช้าเจอ Largest ตอนเย็นมาเจอ Longest Wooden Structure กันบ้าง แต่ว่าเป็นยาวที่สุดในญี่ปุ่นนะฮับ
เพราะว่ายาวอย่างนี้ ในปัจจุบันเลยมักถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังที่จะมีฉากยิงธนู รวมไปถึงกีฬายิงธนูจริงๆด้วย และแน่นอนสมัยก่อนเป็นสนามสำหรับยิงธนู
แต่..อย่างที่บอกตั้งแต่ก่อนไป Sanjusangendo ว่าคงไปทันแค่อีกที่เดียว ซึ่งบีก็ได้เลือก Sanjusangendoไปแล้ว เพราะงั้น..Toji นี่..ก็ต้องปิดแล้วนะฮับ (ตอนนั้นจะหกโมงแล้วมั้ง)
ที่ทำให้ Toji เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ หรือมักปรากฏอยู่ในรูปภาพทางการท่องเที่ยวของเกียวโตบ่อยๆ นอกจากความสวยงามแล้วก็น่าจะเป็นเพราะความสูง.. ที่นี่เป็น Japan's Tallest Pagoda มี 5 ชั้นกับความสูง 57 เมตร และไม่พลาด.. เป็นหนึ่งใน Unesco World Heritage ^^
Tallest / Longest / Largest .. ไม่ได้ตั้งใจนะนี่
ที่บ่อน้ำมีนกขายาวๆด้วย ><
เค้าว่ากันว่าทุกวันที่ 21 ของแต่ล่ะเดือนจะมีตลาดนัดจัดแถวนี้ด้วย น่าเดินเนอะ
หมดวันกันที่นี่.. ได้เวลากลับบ้านแล้ว
พอถึงบ้านหาอะไรกิน อาบน้ำ ทำท่าจะวางแผนสำหรับพรุ่งนี้..ทำได้แค่นึกในใจคร่าวๆว่าจะไปไหนดี บีก็ตาจะปิด ความร้อนบวกระยะการเดินสู้แดดอย่างบ้าคลั่งทำเอาบีหมดแรงมากกก (พูดเป็นรอบที่ร้อย) ไม่ไหว..สลบไปอย่างรวดเร็ว
20090503 - The Last Day
วันนี้ตื่นไม่เช้ามาก..เจ็ดโมงกว่าๆมั้ง ตื่นมาแต่งตัวเสร็จบีลงไปข้างล่าง เจอเจ้าของบ้าน..เนื่องจากวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายในเกียวโต ก่อนจะออกจากบ้านและเชคเอาท์ เลยถามๆเรื่องฝากกระเป๋า(ฝากได้ถึงกี่โมงอะไรยังไง) คุยกันไม่นานเจ้าของบ้านก็ขอถ่ายรูปบีไว้เป็นที่ระทึก บีเลยจะให้เค้าถ่ายรูปให้บีด้วย คว้าควินท์มา โฮะ~ แบตหมดค่า ... เง้อออ เมื่อคืนไม่ได้ชาร์จ บวกเปิดเครื่องทิ้้งไว้ ผลเลยไม่เหลือแบตซักกะติ๊ด นี่จริงๆกำลังคิดเลยนะ ว่าวันนี้อยากเดินตัวปลิว..ได้ปลิวสมใจ T^T สรุปวันนี้เราจะเที่ยวโดยปราศจากควินท์ ไม่ง้อ..ชู่ว์ไปกับ iVi ก็ได้ (ควินท์มีน้ำหนักตัวประมาณเกือบหนึ่งกิโลฮับ ^^" ถ้าบวกเอลลี่ย์ด้วยก็เกือบสองโล ...ศัพท์เทคนิกของบล็อกโผล่พรึ่บ 555)
ชอบรูปนี้นะ หน้าบานดี เอ่อ..ใช่ที่ไหนเล่า - -"
ชอบเพราะมันมีปฏิทินติดมาด้วย บวกกับแบ็คกราวน์ที่ทำให้บีนึกถึงบรรยากาศของยาฮาตะเกสต์เฮาส์ได้อย่าง ชัดเจนตะหาก คิดถึงลุงเจ้าของบ้านด้วย ถ่ายรูปเสร็จจับมือจับไม้กัน..ก่อนจะร่ำลา
เช้าๆยังเย็นอยู่ต้องใส่เสื้อคลุมช่วย (มีโบว์ด้วย 555)
วันนี้แผนไม่ฟิกซ์มาก อยากไปไหนก็ไป เพราะงั้น ไปนี่ก่อนแล้วกัน Fushimi Inari Shrine
เป็นการนั่งเจอาร์ครั้งแรกของทริปฮับ (เลยทำให้รู้สึกว่า สถานีเกียวโตนี่ใหญ่ได้อีก ทำมรึน)
ได้บรรยากาศตั้งแต่สถานีเลยเนอะ ไปลงสถานี Inari อยู่ JR Nara Line ถัดจากเกียวโตสเตชั่นไปแค่สองสถานีเท่านั้น
เรียงกันเป็นพันๆต้น
เริ่มเวียนหัวโคลงเคลง
เมาต้นโทริอิ กร๊ากกก
Foxes are the messengers of Shinto God (God of Rice)
เส้นทางต้นโทริอิ เค้าว่าใช้เวลาเดินประมาณสองชั่วโมง.. บีเดินได้เกือบชั่วโมงก็ต้องขอถอยแล้ว (นึกถึงตอนเดินกลับอีก)
ตอนออกก็มีร้านรวงขายของที่ระลึกฮับ
ของที่ระลึกต้นโทริอิแดงๆกับจิ้งจอกนี่น่ารักทั้งนั้น
ขนมก็น่ากินแต่สงสัยมาเช้าไปหน่อยร้านยังเปิดไม่เสร็จกันหลายร้าน ^^"
ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะไปไหนต่อดี..
จะไปเก็บวัดในเกียวโตต่อดีมั้ยน้า..
ยังไงกลับไปที่เกียวโตสเตชั่นก่อนแล้วกัน (นั่นเป็นความคิดในใจ)
พอไปถึงสถานีอินาริ บีก็เหลือบไปเห็นที่เติมเงินบัตร Suica บัตรเติมเงิน(พรีเพด)สำหรับขึ้นเจอาร์ (เรียกอย่างนี้ถูกเปล่าล่ะนี่) ซื้อตอนที่ไปโตเกียวต้นปีรอบนี้บีเองก็พกมาด้วย เลยลองเติมเงินไป อ๊ะ..ยังใช้การได้อยู่เว้ยเฮ้ยยยย เกิดอาการลิงโลด(ทำไม?) รู้สึกว่าการเดินทางโดยเจอาร์ดูจะลดความยุ่งยากลงเมื่อไม่ต้องไปวุ่นวายซื้อ ตั๋ว เลยจัดการใช้บัตร Suica ตั้งแต่ตอนนี้ซะเลย ..ระหว่างนั่งรถกลับเกียวโตสเตชั่น ระยะทางสองสถานีนั้น บีตัดสินใจได้แล้วว่าบีจะไปที่ไหนต่อ
ไป Arashiyama กัน ^^
จริงๆ บีหาข้อมูลมาเผื่อไว้บ้างเหมือนกัน ตั้งแต่ที่ทำแพลนเที่ยวสำหรับวันแรกแล้ว ตอนนั้นทำแพลนคร่าวๆไว้ประมาณนึงว่าตรงไหนมีอะไร บวกกับตอนที่จดลงสมุดก่อนมา (อันเล่มที่ลืมไว้ที่เกานั่นแหละ) ก็ทำให้พอรู้เรื่องและได้เห็น Arashiyama มาบ้างพอที่จะทำให้เกิดอาการอยากไป
ที่ Arashiyama มีอะไรบางอย่างที่ทำให้บีรู้สึกดึงดูด .. มันเรียกบีเงียบๆ.. ความอยากไปมันมีเงียบๆ .. และำพอได้ไปก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ
Arashiyama อยู่ทางตะวันตกของเกียวโต จากเกียวโตสเตชั่น นั่ง JR Sagano Line ไปลง Saga-Arashiyama Station ใช้เวลานั่งรถไม่ถึงยี่สิบนาทีนะ
หน้าตาสถานีที่ออกมาฮับ ดูได้บรรยากาศท่องเที่ยวอีกแล้วเนอะ ^^
ออกมายังไม่ทันไปทางที่หนุ่ม ณ สถานีว่า ก็เจอนี่ มิวเซียมไรซักอย่าง ไม่ได้เข้าไปหรอก
สำหรับ Arashiyama บีมีที่ๆตั้งจะไปอยู่ไม่กี่ที่ มี Togetsukyo Bridge กับ Bamboo Groves จริงๆที่นี่ก็มีวัดนะ วัดดังก็คือ เทนริวจิ ..เอาเป็นว่า..ไปที่อยากไปก่อนแล้วกัน
เดินไม่นานก็หลุดโซนที่ดูเป็นบ้านเรือนคนอยู่อาศัย มาเป็นโซนท่องเที่ยวแล้วฮับ ร้านของที่ระลึกกับร้านอาหารเยอะดี
ถึงแล้ว Togetsukyo Bridge หรือ "Crossing Moon Bridge" มีภูเขา Arashiyama เป็นแบคกราวน์ด้วย ดูอลังดี ยืนเกาะสะพานมองภูเขาอยู่นานมาก บรรยากาศก็ดีนะ (ถึงจะดูเมฆหนาๆไปหน่อย)
จำความยาวไม่ได้แล้ว..สองร้อยเมตรหรือไงนี่
เป็นฉากที่เค้ามาถ่ายหนังถ่ายละครกันบ่อยเช่นกัน บีไปเจอมาเรื่องนึงแหละ
แต่พูดไม่ได้ กร๊ากกก เดี๋ยวเสียอิมเมจ (เรอะ)
ร่มรื่นย์
บีเลยนั่งกินข้าวตรงนี้ ..เพิ่งรู้ว่าที่ญี่ปุ่นมีข้าวหลามด้วย เง้ออออ
จริงๆไม่ใช่หรอก ข้าวสามเหลี่ยมนี่แหละ แต่ว่ามันหวานๆหน่อย มีถั่วแดงแปะและแทรกอยู่ตามเนื้อข้าว..อารมณ์ข้าวหลามไทยมากๆ
นั่งกินลมชมวิวซักพักก็เดินต่อฮับ จริงๆตั้งใจว่าจะหา Bamboo Groves แต่เดินผ่านนี่ซะก่อนเลยเลี้ยวซะหน่อย
Tenryuji อีกหนึ่ง World Heritage ฮับ
ไม่เข้าไปอ่ะ ต้องเสียเงิน บวกกับ..อยากไปหาน้องไผ่มากกว่า อยากเจอน้องไผ่แล้ววว
ปฏิบัติการตามหาน้องไผ่ (มีแต่ของชวนหิว..ข้างทางอันตรายยยย)
เจออะไรที่เหมือนศาลเจ้า
ไม่ได้ขออะไร เข้าไปดูเฉยๆ
ในที่สุดก็เจอ โฮะๆๆๆ Bamboo Groves
ต่อให้เพิ่งกินข้าวมาก็ต้องขอลองซะหน่อย อยู่ในป่าไผ่..เดินไปกินลูกไผ่ไป (หน่อไม้สดนั่นแหละ)
หลังจากนี้ก็เดินสำรวจ Arashiyama อีกนิดหน่อยฮับ ดูเป็นเมืองเล็กๆที่มีบรรยากาศท่องเที่ยวอยู่อย่างเต็มเปี่ยม บรรยากาศแห่งการท่องเที่ยวนี่มันดีตรง.. ทุกคนดูสนุกสนาน ร่าเริง อารมณ์ดี บีชอบบบบ ><~~
แล้วบีก็กลับเข้าเกียวโต แว้บไปเอาของที่เกสต์เฮาส์แล้วนั่ง JR Special Rapid เข้าโอซาก้า ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ได้ไปเจอปร้าอ.กับพี่ๆที่จะร่วมเดินทางด้วยกันในวันต่อๆไปฮับ
อ่านเอนทรี่ย์นี้เสร็จ ถ้าว่างไม่มีอะไรอ่าน ก็จิ้มต่อไปอ่านเอนทรี่ย์สองอันนี้ได้ มันต่อเนื่องกัน
จบแล้วววว ยาวได้อีก ^^"
แล้วเจอกันทริปหน้าน้า ขอบคุณที่ติดตามฮับ

พออ่านแล้วก้อเห็นรูปแล้วก็ยังอยากบอกเหมือนเขียวๆๆ ร่มๆๆ สดชื่นดีจัง แต่อารมณเซนนี้ก้อแอบไม่เข้าใจเหมือนกัน
(คงเราอารมณ์ศิลปินไม่พอฮ่าๆๆ
แล้วชองยุนโฮจะออกมาเป็ฯอย่างไรเนี่ย
สงสัยได้ฤกษ์ไปฟิตกล้ามอีกแล้วแน่เลย โชว์หุ่นๆ
อยากได้แท่งไฟอ้ะ ไม่ได้ซื้อไว้ เสียดายมากเลย
#1 By PIKKYUNHO★ on 2009-06-22 19:22